บทกวีนิราศ ตามคลองบางกอกน้อยถึงบางใหญ่



บทกวีนิราศ
ตามคลองบางกอกน้อยถึงบางใหญ่
__________________

๑. คลองบางกอกน้อย

. . . . พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท ทรงพระนิพนธ์ ถึง คลองบางกอกน้อยไว้ใน นิราศพระประธม ว่า

. . . . ถับถึงบางกอกน้อย . . . . . . . . . . นอนรบม
เรียมอยากกอกรักกรม . . . . . . . . . . . ตรากตริ้ง
วานกอกช่วยกอกระดม . . . . . . . . . . ดูดอก เรียมเอย
กอกรักเรียมเหลือทิ้ง . . . . . . . . . . . . . ทอดทิ้งกอกถอน ฯ

เมื่อ นายมี ไปพระแท่นดงรังผ่านมาถึงคลองบางกอกน้อย ได้รำพันไว้ใน นิราศพระแท่นดงรัง ว่า

มาตะบึงถึงคลองบางกอกน้อย
ยิ่งเศร้าสร้อยเสียใจเป็นใหญ่หลวง
โทมนัศกลัดกลุ้มถึงพุ่มพวง
จนลับล่วงครรไลเข้าในคลอง
เห็นตลาดท้องน้ำประจำขาย
บ้างแจวพายอึงอื้อมาซื้อของ
เห็นสาวสาวแม่ค้าน่าประคอง
พี่มองมองปะดาน่าเอ็นดู
ช่างงามเหมือนโฉมเฉลาเยาวยอด
ยังไม่ถอดกำไลใส่ตุ้มหู
น่าสงสารคอนพายมาขายพลู
ถ้าได้อยู่กับพี่จะดีครัน ฯ

เมื่อ สุนทรภู่ ไปสุพรรณ ใน พ.ศ. ๒๓๘๔ ท่านพรรณนาถึงคลองนี้ไว้ใน นิราศสุพรรณ ว่า

. . . . เลี้ยวทางบางกอกน้อย . . . . . . . . . . ลอยแล
บ้านเก่าเย่าเรือนแพ . . . . . . . . . . . . . . . . พวกพ้อง
เงียบเหงาเปล่าอกแด . . . . . . . . . . . . . . . ดูแปลก แรกเอย
รำลึกนึกรักร้อง . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . เรียกน้องในใจ ฯ

เมื่อผ่านมาอีกคราวหนึ่ง ครั้งไปพระประธม ใน พ.ศ. ๒๓๘๕ สุนทรภู่ กล่าวถึงคลองนี้ไว้ใน นิราศพระประธม ว่า

จนนาวาคลาคล่องเข้าคลองกว้าง
ตำบลบางกอกน้อยละห้อยหวน
ตลาดแพแลตลอดเขาทอดพวน
แลแต่ล้วนเรือตลาดไม่ขาดคราว
ทุกเรือแพแลลับระงับเงียบ
ยิ่งเย็นเยียบยามดึกให้นึกหนาว
ในอากาศกลาดเกลื่อนด้วยเดือนดาว
เป็นลมว่าวเฉื่อยฉิวหวิวหวัวใจ
โอ้บางกอกกอกเลือดให้เหือดโรค
อันความโศกนี้จะกอกออกที่ไหน
แม้นได้แก้วแววตามายาใจ
แล้วก็ไม่พักกอกดอกจริงจริง ฯ

คราว นายมี ไปเก็บอากรที่สุพรรณ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๗ ก็พรรณนาถึงคลองบางกอกน้อยนี้ไว้ใน นิราศสุพรรณ ว่า
ค่อยเลื่อนล่องเข้าคลองบางกอกน้อย
ดูเรียบร้อยเรือแพแม่ค้าขาย
ลางคนเล่าเจ้าคารมดูคมคาย
ไม่มีอายอดสูกับผู้ใด
ที่ลางคนได้ระเบียบดูเรียบร้อย
ไม่มากน้อยเจรจาอัชฌาสัย
มีคนซื้ออื้ออึงคนึงไป
ไม่มีใครชังชิงทั้งหญิงชาย
ที่ลางคนมั่งมีเพราะขี้ฉ้อ
มันทั้งขอทั้งริบเอาฉิบหาย
ลางลำเมียแจวหัวผัวแจวท้าย
ดูสบายตามประสาเขาหากิน ฯ
ส่วน หลวงจักรปาณี ( ฤกษ์ ) กล่าวถึงคลองบางกอกน้อยไว้ใน นิราศพระปฐม ว่า

อรุณรุ่งเรืองแสงแจ้งกระจ่าง
เข้าคลองบางกอกน้อยละห้อยหา
ฉันเจ็บใจไข้จิตนั้นติดมา
จะหายาหมอกอกช้ำชอกกาย
ฉันอยู่บางกอกใหญ่ยังไม่ถอย
บางกอกน้อยฤๅจะให้ไข้ใจหาย
แม่เอวบางนางกอกดอกจะคลาย
บางไม่คล้ายเอวบางไม่สร่างครวญ ฯ

๒. วังหลัง
วังหลัง คือที่ปัจจุบันนี้เป็นบริเวณโรงพยาบาลศิริราช ธนบุรี กวีหลายท่านที่ผ่านวังหลังได้พรรณนาไว้ต่าง ๆ กัน พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท ทรงพระนิพนธ์ ไว้ใน นิราศพระประธม ว่า
. . . . วงงหลังแลอนาถโอ้ . . . . . . . . . . อนิจจัง
ไร้ราชผู้ผ่านวงง . . . . . . . . . . . . . . . . . วิบัติสิ้น
ถวิลนุชแม่เนาหลัง . . . . . . . . . . . . . . . ลับเนตร พี่เอย
ร้างคู่ดูจักดิ้น . . . . . . . . . . . . . . . . . . . ประดาษเพี้ยงวงงหลัง
. . . . เห็นวงงร้างคิดร้าง . . . . . . . . . . . แรมสมร แม่ฤๅ
ร้างเริศรักเรียมจร . . . . . . . . . . . . . . . จากน้อง
เจียรใจจะขาดรอน . . . . . . . . . . . . . . รนสวาดิ์ ราแม่
หวลกลับคิดอายต้อง . . . . . . . . . . . . . ตัดน้ำใจจร ฯ
นายมี กล่าวไว้ใน นิราศพระแท่นดงรัง ว่า
ถึงวังหลังเห็นวังสงัดเงียบ
เย็นยะเยียบรกรานิจาเอ๋ย
แต่ก่อนเปรื่องเรืองฟ้าสง่าเงย
พระคุณเคยเห็นเกล้าชาวบุรี ฯ
ส่วน สุนทรภู่ นั้น มีความสัมพันธ์กับวังหลังมากโดยที่มารดา ได้เป็น นางนมพระธิดา ในกรมพระราชวังหลัง สุนทรภู่เคยอยู่ในวังหลังกับมารดา และได้ถวายตัวเป็นข้าในกรมพระราชวังหลังมาตั้งแต่ยังเด็ก ได้รับการศึกษาที่วัดชีปะขาว ( ดังจะกล่าวต่อไปข้างหน้า ) จนกระทั่งรุ่นหนุ่ม ได้ลอบรักใคร่กับหญิงชื่อจันทร์ ซึ่งต่อมาสุนทรภู่ก็ได้จันทร์เป็นภรรยา ทำนองเจ้าครอกข้างในชื่อทองอยู่ ซึ่งเป็นอัครชายาในกรมพระราชวังหลังจะยกประทาน แต่สุนทรภู่อยู่กับจันทร์ไม่ยืด ภายหลังหย่าร้างกัน สุนทรภู่มีภรรยาอีกชื่อนิ่มและจันทร์ก็มีสามีใหม่ สุนทรภู่ยังคงรำลึกถึงจันทร์อยู่เสมอ จึงได้รำพึงเป็นความเปรียบเปรยถึงจันทร์ไว้ในนิราศต่าง ๆ หลายเรื่องและหลายครั้ง
ใน นิราศสุพรรณ ของ สุนทรภู่ กล่าวไว้ว่า
. . . . วังหลังครั้งหนุ่มเหน้า . . . . . . . . . . น้องเอย
เคยอยู่ชูชื่นเชย . . . . . . . . . . . . . . . . . . . ค่ำเช้า
ยามนี้ที่เคยเลย . . . . . . . . . . . . . . . . . . . ลืมพัก ที่แฮ
ต่างชื่นอื่นแอบเคล้า . . . . . . . . . . . . . . . . คลาดแคล้วแล้วหนอ ฯ
. . . . คิดคำรำลึกไว้ . . . . . . . . . . . . . . . . ใคร่เตือน
เคยรักเคยร่วมเรือน . . . . . . . . . . . . . . . . ร่วมรู้
อย่าเคืองเรื่องเราเยือน . . . . . . . . . . . . . ยามแก่ แม่เอย
ใครที่มีชู้ชู้ . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . ช่วยค้ำคำโคลง ฯ
ใน นิราศพระประธม ของ สุนทรภู่ กล่าวไว้ว่า
ดูวังหลังยังไม่ลืมที่ปลื้มจิต
เคยมีมิตรมากมายทั้งชายหญิง
มายามดึกนึกถึงที่พึ่งพิง
อนาถนิ่งน้อยหน้าน้ำตานอง ฯ
ใน นิราศสุพรรณ ของ นายมี กล่าวไว้ว่า
ถึงวังหลังเห็นวังสงัดเงียบ
เย็นยะเยียบโรยราน่าสงสาร
เสด็จดับลับลิบเข้านิพพาน
ยังยืนนานแต่พระนามทั้งสามกรม
มีพระหน่อเจ้านายทั้งหลายมาก
บ้างตกยากเต็มที่ก็มีถม
บ้างทรงทำราชการสำราญรมย์
รับสั่งชมโปรดปรานประทานพร
มีสำเภาเลากาเป็นผาสุก
บรรเทาทุกข์ห้ามแหนแน่นสลอน
ขอชมบุญบารมีชุลีกร
แล้วเลยจรจากมาพ้นหน้าวัง ฯ

๓. บางว้าน้อยหรือบางหว้าน้อย
ตำบลบางว้า คือ เขตส่วนที่ต่อไปจากบริเวณศิริราชด้านเหนือ ตอนที่ปัจจุบันเป็นอาณาเขตสถานีรถไฟธนบุรี มีวัดบางว้าน้อย หรือวัดอมรินทราราม อยู่ปากคลองบางว้าน้อย ซึ่งในวรรณคดีประเภทนิราศกล่าวถึงไว้ดังนี้
[1]สุนทรภู่ เขียนไว้ใน นิราศพระประธม ว่า
บางหว้าน้อยน้อยจิตด้วยพิสมัย
น้อยหรือใจจืดจางให้หมางหมอง
หมายว่ารักจักได้พึ่งเหมือนหนึ่งน้อง
ให้เจ้าของขายหน้าทั้งตาปี ฯ
ใน นิราศพระปฐม ของ หลวงจักรปาณี ( ฤกษ์ ) กล่าวถึงบางหว้า ไว้ดังนี้

ถึงบางหว้าว้าใจอาไลยสมร
เหมือนเรียมจรจากนางมาห่างเห
ให้ว้าทรวงห่วงหลังอยู่ลังเล
มาว้าเหว่อ้างว้างอยู่วังเวง ฯ

๔. วัดอมรินทราราม
วัดอมรินทราราม อยู่ปากคลองบางว้าน้อย ซึ่งแยกจากคลองบางกอกน้อยฝั่งใต้ เป็นวัดโบราณ เดิมชื่อวัดบางว้าน้อย ในสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ได้ยกขึ้นเป็นพระอารามหลวง ตั้งพระอธิการวัดนี้เป็นพระราชาคณะ ต่อมาในรัชกาลที่ ๑ กรมพระราชวังหลังทรงสถาปนาใหม่และพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้โปรดพระราชทานนามใหม่ว่า วัดอมรินทราราม ถึงรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปฏิสังขรณ์ ถึงรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็โปรดให้ปฏิสังขรณ์อีก ในวัดนี้มีวิหารเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธบาทจำลอง มักเปิดให้ประชาชนนมัสการในกลางเดือน ๓ ทุกปี มาภายหลัง เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ วัดนี้ถูกระเบิดทำลายเสียหายมาก คงเหลือแต่โบสถ์น้อยซึ่งอยู่ริมทางรถไฟเป็นโบสถ์เก่ามีมาแต่เดิม มีพระพุทธรูปเรียกว่า หลวงพ่อวัดโบสถ์น้อย ซึ่งชาวธนบุรีนับถือว่าศักดิ์สิทธิ์มาก วัดนี้ได้รับการซ่อมแซมปฏิสังขรณ์บ้างในภายหลัง
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท ทรงพรรณนาไว้ใน นิราศพระประธม ของพระองค์ท่านว่า
. . . . อัมรินทราวาศเพี้ยง . . . . . . . อัมรินทร์ สฤษดิ์ฤๅ
โสภาคย์พ่างภพอินทร์ . . . . . . . . . อาจอ้าง
ขอเดชสุชามบดินทร์ . . . . . . . . . . พำนักนิ์ นุชแม่
กำจัดดัษกรมล้าง . . . . . . . . . . . . เหล่าชู้ชิงโฉม ฯ 

๕. โรงเรือ
เป็นที่เก็บเรือพระที่นั่งและเรือรูปสัตว์ต่าง ๆ อยู่ในเขตตำบลศิริราช อำเภอบางกอกน้อย จังหวัดธนบุรี โรงเรือนี้ ชาวต่างประเทศสนใจไปชมกันวันละมาก ๆ
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท ได้ทรงพระนิพนธ์ถึงโรงเรือไว้ใน นิราศพระประธม ว่า

. . . . โรงเรือเรียดฝั่งต้งง . . . . . . . . ตาดู
ไชยกิ่งโขนชู . . . . . . . . . . . . . . . . ท่านไว้
วานเรือช่วยรับพธู . . . . . . . . . . . . พลันพราก มาเฮย
เชอญร่วมนาเวศให้ . . . . . . . . . . . สว่างร้อนเรียมโรย ฯ

๖. บ้านบุ
บ้านบุเป็นตำบลขึ้นในอำเภอบางกอกน้อย จังหวัดธนบุรี ปัจจุบันมีตลาดบ้านบุ

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท ทรงพระนิพนธ์ไว้ใน นิราศพระประธม ว่า

. . . . บ้านบุะบุะภาชนพ้อง . . . . . . . อุระภางค์ พี่เอย
ข่อนข่อนเพียงจักวาง . . . . . . . . . . . ชีพย์ม้วย
สูเอยพี่ไกลนาง . . . . . . . . . . . . . . . นับทุ่ม โมงแม่
แม้แม่มาได้ด้วย . . . . . . . . . . . . . . .ดับร้อนข่อนหาย ฯ

๗. วัดสุวรรณาราม
วัดสุวรรณาราม ตั้งอยู่ฝั่งใต้ของคลองบางกอกน้อย จังหวัดธนบุรี เดิมชื่อวัดทอง เป็นวัด โบราณ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้โปรดให้สถาปนาใหม่แล้วพระราชทานนามว่าวัดสุวรรณาราม ต่อมาในรัชกาลที่ ๓ ได้ทรงปฏิสังขรณ์ทั่วทั้งพระอาราม ภายในพระอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนังงดงามมาก
กรมหลวงวงษาธิราชสนิท ได้ทรงพรรณนาถึงวัดนี้ไว้ใน นิราศพระประธม ว่า

. . . . วัดสุวรรณ์บรรโบสถ์ล้ำ . . . . . . . . . . ลายสุวรรณ์
กระจ่างแจ้งแสงจันทร์ . . . . . . . . . . . . . . .แจ่มจ้า
ถวิลภักตร์พิมลพรรณ . . . . . . . . . . . . . . . โณภาษ นาแม่
ยามเมื่อผัดผิวหน้า . . . . . . . . . . . . . . . . . พิศหน้าชวนชม ฯ

๘. วัดศรีสุดาราม
เมื่อเรือแล่นไปตามทางในนิราศนี้ ไม่นานก็จะถึงวรรณคดีสถานอีกแห่งหนึ่ง คือ วัดชีปะขาว หรือที่เรียกกันในปัจจุบันว่า วัดศรีสุดาราม ตั้งอยู่ฝั่งใต้ของคลอง วัดนี้เดิมเรียกกันว่า วัดชีผ้าขาว หรือวัดชีปะขาว บางทีเรียกวัดประขาวก็มี เป็นวัดโบราณ มีมาก่อนสมัยรัตนโกสินทร์ ครั้นในรัชกาลที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และกรมสมเด็จพระศรีสุดารักษ์ ได้ทรงสถาปนาใหม่ ต่อมาในรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ปฏิสังขรณ์ แล้วพระราชทานนามใหม่ว่า วัดศรีสุดาราม
เมื่อ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท เสด็จผ่านวัดชีปะขาว ก็ทรงมีอารมณ์ในเชิงกวีและทรงเปรียบเทียบโดยกล่าวอ้างตัวละครเอกในวรรณคดี คือ อิเหนาและบุษบา ตอนปะตาปา ไว้ใน นิราศพระประธมว่า

. . . . ชีประขาวนามชื่ออ้าง . . . . . . . . . . ชีฉงน
ฤๅว่าชีสัปรดน . . . . . . . . . . . . . . . . . . . แต่กี้
ชวนตาประขาวซน . . . . . . . . . . . . . . . . โลนลวก หอยแฮ
เหตุจึงปรากฏชี้ . . . . . . . . . . . . . . . . . . .ชื่อไว้สำคัญ ฯ
. . . . ถวิลปางรเด่นคลั่งไคล้ . . . . . . . . . . แอหนัง
เสมออกเรียมแรมวงง . . . . . . . . . . . . . . .คลั่งน้อง
ห่วงหน้าระวังหลัง . . . . . . . . . . . . . . . . .หลายห่วง ห่วงแฮ
ห่วงสุดห่วงห่างน้อง . . . . . . . . . . . . . . . .ห่วงให้ใจโหย ฯ

นายมี อีกคนหนึ่ง เมื่อผ่านวัดนี้ ในคราวไปพระแท่นดงรัง ได้รำพันไว้ใน นิราศพระแท่นดงรัง ของตน ว่า

มาถึงวัดชีผะขาวยิ่งเศร้าสร้อย
นาวาลอยลับไปไกลสมร
พี่กล้ำกลืนโศกาอนาทร
สะท้อนถอนจิตใจไม่สบาย ฯ

เข้าใจกันว่า วัดนี้เป็นสำนักศึกษาในวัยเยาว์ของ สุนทรภู่ กวีเอกของไทย เพราะท่านได้เขียนเล่าไว้ใน นิราศสุพรรณ ของท่านว่า

. . . . วัดปะขาวคราวรุ่นรู้ . . . . . . . . . . เรียนเขียน
ทำสูตรสอนเสมียน . . . . . . . . . . . . . . สมุดน้อย
เดินระวางระวังเวียน . . . . . . . . . . . . . หว่างวัด ปะขาวเอย
เคยชื่นกลืนกลิ่นสร้อย . . . . . . . . . . . . สวาทห้องกลางสวน ฯ

นอกจากนั้น ชะรอย สุนทรภู่ จะมีความในใจไม่สบสมอารมณ์จากหญิงหม้ายรูปร่างขาวสวยชื่อ ศรีสาคร ท่านจึงได้เขียนเปรียบเทียบไว้ใน นิราศพระประธม เมื่อผ่านหน้าวัดชีปะขาวนี้ว่า

วัดประขาวขาวเหลือเชื่อไม่ได้
ด้วยดวงใจเจ้ามันคล้ำดำมิดหมี
แม่ม่ายสาวขาวโศกโฉลกมี
เหมือนแม่ศรีสาครฉะอ้อนเอว
โอ้เคราะห์กรรมจำคลาดนิราศร้าง
เพราะขัดขวางความในเหมือนไขว่เฉลว
ทั้งเกลียดลิ้นนินทาพาลาเลว
เหมือนควันเปลวปลิวต้องให้หมองมอม
เสียดายแต่แม่ศรีเจ้าพี่เอ๋ย
จะชวดเชยชวดชิดสนิทสนอม
เหมือนดอกไม้ไกลแกนเพราะแตนตอม
ใครแปลงปลอมปลิดสอยมันต่อยตาย ฯ

และคราวไปพระประธม เมื่อผ่านหน้าวัดระฆังได้กล่าวขวัญถึงแม่ศรีสาครผู้นี้ไว้เป็นข้อความเปรียบเปรยก็ครั้งหนึ่งว่า

ยังเหลือแต่แม่ศรีสาครอยู่
ไปสิงสู่เสน่หานางสาหงส์
จะเชิญเจ้าเท่าไรก็ไม่ลง
ให้คนทรงเสียใจมิได้เชย ฯ

กวีอีกท่านหนึ่ง คือ หลวงจักรปาณี ( ฤกษ์ ) ได้กล่าวถึงวัดชีปะขาวไว้ในบทนิพนธ์ นิราศพระปฐม คราวไปนมัสการพระปฐมเจดีย์ ว่า

วัดชีปะขาวขาวชีก็มีเหลือ
ไม่เหมือนเนื้อนวลสาวที่ขาวขำ
จะแลไหนก็วิไลวิลาศล้ำ
ดังหนึ่งน้ำทิพสุรามายาทรวง ฯ

๙. บางขุนนนท์
บางขุนนนท์ อยู่ทางฝั่งใต้ของคลองบางกอกน้อย เป็นตำบลขึ้นอยู่ในอำเภอบางกอกน้อย จังหวัดธนบุรี
กรมหลวงวงษาธิราชสนิท ทรงพระนิพนธ์ไว้ใน นิราศพระประธม ว่า

. . . . บางขุนนนชื่ออ้าง . . . . . . . . . . แต่ปาง
รอยชื่อขุนนายบาง . . . . . . . . . . . . . บอกไว้
ขุนเอยนิราศนาง . . . . . . . . . . . . . . .นอนเปลี่ยว มาพ่อ
ขุนช่วยบอกเยาวให้ . . . . . . . . . . . . .รีบร้อนตามเรียม ฯ

สุนทรภู่ คราวไปพระประธม ก็กล่าวถึงบางขุนนนท์ ไว้ใน นิราศพระประธม เช่นกัน ท่านเขียนไว้ว่า

บางขุนนนท์ต้นลำพูดูหิงห้อย
เหมือนเพชรพร้อยพลอยพร่างสว่างไสว
จังหรีดร้องซร้องเสียงเรียงเรไร
จะแลไหนเงียบเหงาทุกเหย้าเรือน ฯ

ส่วน หลวงจักรปาณี ( ฤกษ์ ) นั้น เมื่อถึงบางขุนนนท์ก็ได้แสดงชั้นเชิงกวีของท่าน โดยพรรณนาไว้ใน นิราศพระปฐม ด้วย แต่ได้พรรณนาภายหลังจากที่ได้กล่าวถึงบางผักหนามและบางบำหรุแล้ว ว่า

โอ้มณฑายาหยีของพี่เอ๋ย
เมื่อไรเลยจะได้ชมประสมสอง
แม้ดอกฟ้าคลาเคลื่อนลงเหมือนปอง
ก็ไม่ต้องขวายขวนเที่ยวซนซุก
เมื่อเข้าที่ปฎิพัทธปัจฐรณ์
จะกล่าวกลอนกล่อมเล่นให้เป็นสุข
บางขุนนนพี่ต้องทนเหมือนนนทุก
สุดจะปลุกปล้ำใจให้สบาย ฯ

๑๐. บางผักหนาม
บางผักหนาม มีคลองบางผักหนามแยกจากคลองบากกอกน้อย ทางฝั่งเหนือ
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท ทรงพระนิพนธ์ถึงบางผักหนามนี้ไว้ใน นิราศพระประธม ของพระองค์ท่านว่า

. . . . บางผักหนามนึกเสี้ยน . . . . . . . . . . ศัตรู นุชนา
เรียมบำราศเยาวยุ- . . . . . . . . . . . . . . . . รยาตรแล้ว
อยู่หลังเกลือกปวงริปู . . . . . . . . . . . . . . . ปองเสน่ห์
ใครจักกรรขนิษฐ์แผ้ว . . . . . . . . . . . . . . . แผกพ้นพาลไภย ฯ

หลวงจักรปาณี ( ฤกษ์ ) ก็อีกท่านหนึ่ง ได้รำพันเชิงนิราศเกี่ยวกับบางผักหนามไว้ใน นิราศพระปฐม ของท่านว่า

โอ้พูเอกเมขลาจะหาไหน
แต่จากไปมิได้คืนมาหื่นหวง
ที่ริมน้ำทำรอเหมือนฬ่อลวง
รอให้ง่วงตำตอสิรอตาย
โอ้ที่ยุบบุบไถลนั้นไม่หัก
เช่นที่รักมิได้ชมเหมือนสมหมาย
บางผักหนามยามยากหากเสียดาย
ได้ตั้งกายมาเพราะปามผักหนามดอง ฯ 

๑๑. บางบำหรุ
บางบำหรุ ตั้งอยู่ฝั่งเหนือของคลองบางกอกน้อย ปากคลองบางบำหรุมีวัดนายโรง และตอนลึกเข้าไปในลำคลองบางบำหรุ ก็ยังมีวัดบางบำหรุอีกวัดหนึ่ง
กำศรวลศรีปราชญ์ ซึ่งน่าจะนับได้ว่า เป็นวรรณคดีเชิงนิราศเรื่องเอก ในประวัติวรรณคดีสมัยกรุงศรีอยุธยาและเป็นแบบแผนของการแต่งโคลงนิราศในยุคหลังสืบมาจนทุกวันนี้ ได้กล่าวถึงบางบำหรุไว้ว่า

. . . . ฝ่ายสยงสุโนกไห้ . . . . . . . . . . . . . หานาง แม่ฮา
รยมทนนทึงแทงโลม . . . . . . . . . . . . . . .ลิ้นเล้า
มาดลบำรุะคราง . . . . . . . . . . . . . . . . . ครวญสวาสดิ
ให้บำรุะหน้าเหน้า . . . . . . . . . . . . . . . . จอดใจ ฯ
. . . . บำรุะบำราษแก้ว . . . . . . . . . . . . . กูมา
จักบำรุงใครใคร . . . . . . . . . . . . . . . . . . ช่วยได้
บรับบเร่อมอา . . . . . . . . . . . . . . . . . . . บ่ร่าง ละเลอย
โอ้บเร่อมน้องให้ . . . . . . . . . . . . . . . . . .ไฝ่เหนสองเหน ฯ

กรมหลวงวงษาธิราชสนิท ก็ทรงนิพนธ์เกี่ยวกับบางบำหรุไว้ใน นิราศพระประธม ด้วยเช่นกัน มีความว่า

. . . . บางบำหรุะเหมือนพี่ไร้ . . . . . . . . . . บำรุง
จากสถิตย์สถานกรุง . . . . . . . . . . . . . . . .กลิ่นสิ้น
เคยเนานุชปรนปรุง . . . . . . . . . . . . . . . . .สุคนธ์ส่ง พี่นา
มาตรากแดดลมริ้น . . . . . . . . . . . . . . . . .เริศร้างบำเรอห์ ฯ

สุนทรภู่ ก็ได้พรรณนาอารมณ์เชิงกวีเกี่ยวกับบางบำหรุไว้ใน นิราศพระประธม ของท่านว่า

บางบำหรุเหมือนบำรุงรัก
จะพึ่งพักพิศวาสเหมือนมาดหมาย
ไม่เหมือนนึกตรึกตรองเพราะสองราย
เห็นฝักฝ่ายเฟือนหลงด้วยทรงโลม ฯ

หลวงจักรปาณี ( ฤกษ์ ) อีกท่านหนึ่ง ที่ได้ฝากฝีปากในเชิงกวีนิพนธ์เกี่ยวกับบางบำหรุไว้ใน นิราศพระปฐม ว่า

บางบำหรุเรียมบำเรอเสนอพักตร์
โอ้ทรามรักเจ้าก็มุ่งบำรุงสนอง
เพราะต่างศักดิ์มิได้สมนิยมปอง
แต่ลอบลองแลเหลียวไม่เปรี้ยวเค็ม ฯ
๑๒. บางระมาด
บางระมาด เป็นตำบลขึ้นในอำเภอตลิ่งชัน จังหวัดธนบุรี อยู่ทางฝั่งตะวันตกของคลองบางกอกน้อย มีคลองบางระมาดแยกคลองศาลจ้าว ไปจดหนองขี้เหล็ก ในอำเภอตลิ่งชัน ใน กำศรวลศรีปราชญ์ได้กล่าวถึงบางระมาดไว้ว่า

. . . . กล้วยอ้อยเหลืออ่านอ้าง . . . . . . . . . . ผักนาง
จรหลาดเลขคนหนา . . . . . . . . . . . . . . . . . ฝ่งงเฝ้า
เยียมาลุดลบาง . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . รมาต
ถนัดรมาตเต้นเต้า . . . . . . . . . . . . . . . . . . .ไต่ฉนยร ฯ

ใน นิราศพระประธม ของ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท ว่า

. . . . บางระมาดนามแม้นมาท . . . . . . . . . . หมายมิตร
ประมาณสี่ห้าปีคิด . . . . . . . . . . . . . . . . . . . มาทน้อง
มาทนุชหนึ่งสุจริต . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .เรียมมาท
ห่อนมาทรักอื่นพ้อง . . . . . . . . . . . . . . . . . . .เฉพาะสร้อยสุดาเดียว ฯ

ใน นิราศพระแท่นดงรัง ของ นายมี ว่า

ถึงตำบลบางระมาดอนาถจิต
เหมือนพี่คิดมุ่งมาดสวาทหมาย
ก็ได้สมชมน้องประคองกาย
แล้วกลับกลายพลัดพรากไปจากทรวง ฯ

ใน นิราศสุพรรณ ของ สุนทรภู่ ว่า

. . . . บางระมาดมิ่งมิตรครั้ง . . . . . . . . . . คราวงาน
บอกบทบุนยังพยาน . . . . . . . . . . . . . . . .พยักหน้า
ประทุนประดิษฐาน . . . . . . . . . . . . . . . . แทนฮ่อง หอเอย
แหวนประดับกับผ้า . . . . . . . . . . . . . . . . พี่อ้างรางวัล

สุนทรภู่ คราวไปพระประธม ก็กล่าวถึงบางระมาดไว้ใน นิราศพระประธม ว่า

บางระมาดหมายสายสวาท
ว่าสมมาดเหมือนใจแล้วไม่เหมือน
แสนสวาทมาดหมายมาหลายเดือน
มีแต่เคลื่อนแคล้วคลาดประหลาดใจ ฯ

คราว นายมี ครั้งเป็นหมื่นพรหมสมพัตสร ไปเก็บอากรเมืองสุพรรณ ก็พรรณนาไว้ใน นิราศสุพรรณ อีกว่า

บรรลุถึงบางระมาดอนาถจิต
นิ่งพินิจนึกในน้ำใจประสงค์
เคยจดจำสำคัญไว้มั่นคง
ด้วยพันธุ์พงศ์พวกพ้องในคลองมี
มาเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวคราวขันหมาก
เพื่อนก็มากมาประมวลอยู่สวนศรี
เพราะผู้หญิงตลิ่งชันขยันดี
เขาจึงมีเมียสวนแต่ล้วนงาม
ที่บางกอกกินหมูอยู่ไม่ได้
มาพอใจจงรักกินผักหนาม
ออกชื่อเพื่อนแต่ในใจอย่าไอจาม
จะแวะถามกลัวจะช้าขอลาเอย ฯ

หลวงจักรปาณี ( ฤกษ์ ) ก็ได้กล่าวถึงบางระมาดไว้ใน นิราศพระปฐม ว่า

บางระมาดเหมือนพี่มาดสวาทหวัง
ไม่สมดังพิศวาสเหมือนมาดหมาย
ที่ได้ชมสมมาดยังคลาดคลาย
เพราะหลายรายหลายรักหนักอารมณ์
เหมือนแม่น้ำลำคลองเป็นสองแยก
สุดจะแจกจักใจออกให้สม
สางสารสาลิกานางที่บางพรม
ฤดูลมล่องหาวจะหนาวใจ ฯ
๑๓. วัดไก่เตี้ย
วัดไก่เตี้ย ตั้งอยู่ปากคลองวัดไก่เตี้ย ในเขตอำเภอตลิ่งชัน จังหวัดธนบุรี อยู่ทางฝั่งตะวันตกของลำคลองวัดชะลอ เป็นวัดโบราณ ท่านเจ้าพระยารัตนาพิพิธ ( สน สนธิรัตน์ ) ในรัชกาลที่ ๑ ได้ปฏิสังขรณ์ขึ้นในรัชกาลนั้น
กรมหลวงวงษาธิราชสนิท ทรงพระนิพนธ์ถึงวัดไก่เตี้ย ไว้ใน นิราศพระประธม ของพระองค์ท่านว่า

. . . . เรือถึงวัดไก่เตี้ย . . . . . . . . . . ตาแสวง
หาไก่ป่าปู่แปลง . . . . . . . . . . . . . .แต่กี้
ภาลอลิลาศสมแพง . . . . . . . . . . . เพื่อนพี่ น้องนา
ว่านช่วยนำนุชชี้ . . . . . . . . . . . . . .ช่องเต้าตามเรียม ฯ
. . . . ถวิลลอราชคลั่งไคล้ . . . . . . . ใหลหลง
ถึงเพื่อนแพงสององค์ . . . . . . . . . . พี่น้อง
เสมอพี่คลั่งไคล้พวง . . . . . . . . . . . หวังสุด สวาดิ์นา
รักฤสมเสน่ห์ข้อง . . . . . . . . . . . . . .ขัดค้างขวางเชิง ฯ

ใน นิราศพระแท่นดงรัง ของ นายมี กล่าวไว้ว่า

มาถึงวัดไก่เตี้ยยิ่งเสียจิต
นั่งพินิจเสียดายไม่หายห่วง
ยิ่งแลลับแก้วตาสุดาดวง
ครรไลล่วงล่องลอยนาวามา ฯ

ส่วน สุนทรภู่ นั้น ท่านเขียนไว้ใน นิราศพระประธม คราวไปพระประธม ว่า

วัดไก่เตี้ยไม่เห็นไก่เห็นไทรต่ำ
กอระกำแกมสละขึ้นไสว
หอมระกำก็ยิ่งช้ำระกำใจ
ระกำไม่เหมือนระกำที่ช้ำทรวง ฯ

นายมี เขียนไว้ใน นิราศสุพรรณ ว่า

มาถึงวัดไก่เตี้ยละเหี่ยละห้อย
เห็นไก่ต้อยเตี้ยวิ่งแล้วนิ่งเฉย
ไม่ก่งคอขันฟังเล่นบ้างเลย
ฤๅไม่เคยขันขานรำคาญคอ
ฤๅกลัวแร้วรึงจะตรึงรัด
เป็นไก่วัดฤๅว่าไก่ของใครหนอ
ดูสีเหลืองเลิศล้วนนวลละออ
น่าใคร่ต่อไปถวายไว้ในวัง
ด้วยไก่เตี้ยเช่นนี้เห็นทีจะโปรด
คงเป็นโสดสุดสมอารมณ์หวัง
แต่ไม่มีไก่ต่อต้องรอรั้ง
ก็นิ่งนั่งเลยไปครรไลจร ฯ

ใน นิราศพระปฐม ของ หลวงจักรปาณี ( ฤกษ์ ) กล่าวไว้ว่า

วัดไก่เตี้ยไก่ใครก็ไม่รู้
คิดถึงอยู่เคหานิจจาเอ๋ย
เมื่อไก่ขันพลันตื่นชื่นเสบย
โอ้ไก่เคยขันกู่เหมือนรู้คอ ฯ 

๑๔. สวนแดน
สวนแดน คลองในตำบลตลิ่งชัน อำเภอตลิ่งชัน จังหวัดธนบุรี อยู่ระหว่างวัดไก่เตี้ยกับวัดน้อยใน ปากคลองแยกจากคลองวัดชะลอที่วัดไก่เตี้ย ไปจดคลองศาลจ้าว ยาวราว ๓ กิโลเมตร
กรมหลวงวงษาธิราชสนิท ทรงพระนิพนธ์ถึง สวนแดน ไว้ใน นิราศพระประธม ว่า

. . . . สวนแดนมาลุด้าว . . . . . . . . . . แดนสวน
ถวิลบ่วายรำจวน . . . . . . . . . . . . . . . จิตร์ไหม้
เห็นสวนคิดใคร่ชวน. . . . . . . . . . . . . สมรเที่ยว สวนแม่
แม้ไม่ขัดมาได้. . . . . . . . . . . . . . . . . หยุดค้างชมสวน ฯ

สุนทรภู่ พรรณนาถึง ใน นิราศพระประธม ว่า

ถึงสวนแดนแสนเสียดายสายสวาท
มาสิ้นชาติชนมโลกให้โศกแสน
ไปสวรรค์ชั้นบนคนละแดน
ไม่ร่วมแผ่นภพโลกยิ่งโศกใจ ฯ

หลวงจักรปาณี ( ฤกษ์ ) ก็กล่าวไว้ใน นิราศพระปฐม ของท่านว่า

ถึงสวนแดนแสนเสียดายสายสุดา
พสุธาเดียวจะห่างไปต่างแดน
มาเปล่าเปลี่ยวเที่ยวทุเรศอยู่เขตสวน
ให้โหยหวนห่วงนุชนี้สุดแสน
ได้ชมแต่แพรบางไว้ต่างแทน
ไม่เหมือนแม้นนอนแอบได้แนบแนม ฯ

๑๕. สวนหลวง
สวนหลวง อยู่ฝั่งตะวันตกของคลองวัดชะลอ ระหว่างวัดน้อยในถึงวัดชัยพฤกษมาลา ต่อมาตกเป็นที่ของคุณจอมกลีบในรัชกาลที่ ๕ แล้วแบ่งขายบ้าง ถวายเป็นที่ธรณีสงฆ์ของวัดชัยพฤกษมาลาบ้าง และมีที่ซึ่งตกเป็นของนางชื่น ทองอร่าม ภายในที่ผืนนี้ยังมีสระกว้างยาวประมาณร้อยเมตร และมีลำคู ( ตรงข้ามวัดพิกุล ) ขุดแยกจากคลองวัดชะลอฝั่งตะวันตกเข้าไปสู่สระ ซึ่งกล่าวกันว่า เป็นทางเรือพระที่นั่งในเวลาเสด็จประพาส แต่เดี๋ยวนี้คูและสระตื้นเขินเสียแล้ว
ใน นิราศสุพรรณ ของ สุนทรภู่ กล่าวถึงสวนหลวงไว้ว่า

. . . . สวนหลวงแลสล่างล้วน . . . . . . . . . . พฤกษา
เคยเสด็จวังหลังมา . . . . . . . . . . . . . . . . . เมื่อน้อย
ข้าหลวงเล่นปิดตา . . . . . . . . . . . . . . . . . ต้องอยู่ โยงเอย
เห็นแต่พลับกับสร้อย . . . . . . . . . . . . . . . .ซ่อนซุ้มคลุมโปง ฯ

สุนทรภู่ พรรณนาถึงสวนหลวงไว้ใน นิราศพระประธม ดังนี้

ถึงสวนหลวงหวงห้ามเหมือนความรัก
เหลือที่จักจับต้องเป็นของหลวง
แต่รวยรินกลิ่นผกาบุปผาพวง
จะรื่นร่วงเรณูฟูขจร
โอ้ไม้ต้นคนเฝ้าแต่เสาวรส
ยังปรากฏกลิ่นกล่อมหอมเกสร
แต่โกสุมภุมรินมาบินวอน
ไม่ดับร้อนร่วงกลิ่นให้ดิ้นโดย ฯ

ใน นิราศพระปฐม ของ หลวงจักรปาณี ( ฤกษ์ ) กล่าวไว้ว่า

ถึงสวนหลวงดวงงามใต้ขามอก
ต้องขอยกไว้เป็นหลวงไม่ล่วงขอ
แต่ของสาวชาวสวนนวลลออ
จะของ้อขอรักขอชักชวน
ด้วยบางกอกถึงจะอยู่กินหมูหัน
ไม่หวานมันเหมือนมะพร้าวของชาวสวน
ยิ่งเจือไข่ใส่หวานน้ำตาลกวน
ยิ่งน้ำนวลเนื้อหมูไม่สู้เลย ฯ
หนังสือ "บทกวีนิราศตามคลองบางกอกน้อยถึงบางใหญ่" ฉบับถ่ายเอกสาร มาจากคุณ "ปุ้มปุ้ย" แต่ยังไม่เคยเห็นการพิมพ์หนังสือเล่มนี้เพื่อการจำหน่าย จึงได้ติดต่อขอความช่วยเหลือจาก คุณ เกษมสำราญ สิงหสุต ให้ช่วยพิมพ์ เพื่อจะได้บทกวีชั้นเยี่ยมของไทยมาประกอบภาพให้ชาวจักรยานได้อ่านและชมกันอย่างสะดวก และเป็นการช่วยเผยแพร่งานรวบรวมบทร้อยกรองอันทรงคุณค่าโดย คุณหญิงกุลทรัพย์ เกษแม่นกิจ อีกด้วย .. หนังสือ "บทกวีนิราศตามคลองบางกอกน้อยถึงบางใหญ่" ได้คัดบางส่วนจากบทกวี ๗ ฉบับ คือ

๑. กำศรวลศรีปราชญ์ (โคลง ). . . . ของ ศรีปราชญ์ สมัยอยุธยา
๒. นิราศพระประธม ( โคลง ). . . . ของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงวงษาธิราชสนิท แต่งเมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๗ สมัยรัตนโกสินทร์
๓. นิราศพระแท่นดงรัง ( กลอน ). . . . ของ นายมี แต่งเมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๙ สมัยรัตนโกสินทร์
๔. นิราศสุพรรณ ( โคลง ) . . . . ของสุนทรภู่ แต่งเมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๔ สมัยรัตนโกสินทร์
๕. นิราศพระประธม ( กลอน ). . . . ของ สุนทรภู่ แต่งเมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๕ สมัยรัตนโกสินทร์
๖. นิราศสุพรรณ ( กลอน ). . . . ของ นายมี แต่งเมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๗ สมัยรัตนโกสินทร์
๗. นิราศพระปฐม ( กลอน ). . . . ของ หลวงจักรปาณี ( ฤกษ์ ) เข้าใจว่าแต่งราว พ.ศ. ๒๔๑๗ สมัยรัตนโกสินทร์

ทราบว่ากลุ่มย่อย "หนังสือ-การประพันธ์" อยู่ที่นี่ คิดว่าน่าจะมีผู้สนใจโคลงกลอน จึงนำมาฝาก .. กระทู้ค่อนข้างยาวนะครับ เชิญคลิกชมได้ที่ -
>http://www.thaimtb.com/cgi-bin/viewkatoo.pl?id=23840 ...

สุนทรภู่ กวีสำคัญสมัยต้นรัตนโกสินทร์


ชีวประวัติ "สุนทรภู่"

          สุนทรภู่ กวีสำคัญสมัยต้นรัตนโกสินทร์ เกิดวันจันทร์ เดือน 8 ขึ้น 1 ค่ำ ปีมะเมีย จุลศักราช 1148 เวลา 2 โมงเช้า หรือตรงกับวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2329 เวลา 8.00 น. นั่นเอง ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ณ บริเวณด้านเหนือของพระราชวังหลัง (บริเวณสถานีรถไฟบางกอกน้อยปัจจุบัน) บิดาของท่านเป็นชาวกร่ำ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ชื่อพ่อพลับ ส่วนมารดาเป็นชาวเมืองฉะเชิงเทรา ชื่อแม่ช้อย สันนิษฐานว่ามารดาเป็นข้าหลวงอยู่ในพระราชวังหลัง เชื่อว่าหลังจากสุนทรภู่เกิดได้ไม่นาน บิดามารดาก็หย่าร้างกัน บิดาออกไปบวชอยู่ที่วัดป่ากร่ำ ตำบลบ้านกร่ำ อำเภอแกลง อันเป็นภูมิลำเนาเดิม ส่วนมารดาได้เข้าไปอยู่ในพระราชวังหลัง ถวายตัวเป็นนางนมของพระองค์เจ้าหญิงจงกล พระธิดาในเจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ ดังนั้น สุนทรภู่จึงได้อยู่ในพระราชวังหลังกับมารดา และได้ถวายตัวเป็นข้าในกรมพระราชวังหลัง ซึ่งสุนทรภู่ยังมีน้องสาวต่างบิดาอีกสองคน ชื่อฉิมและนิ่ม อีกด้วย

          "สุนทรภู่" ได้รับการศึกษาในพระราชวังหลังและที่วัดชีปะขาว (วัดศรีสุดาราม) ต่อมาได้เข้ารับราชการเป็นเสมียนนายระวางกรมพระคลังสวน ในกรมพระคลังสวน แต่ไม่ชอบทำงานอื่นนอกจากแต่งบทกลอน ซึ่งสามารถแต่งได้ดีตั้งแต่ยังรุ่นหนุ่ม เพราะตั้งแต่เยาว์วัยสุนทรภู่มีนิสัยรักแต่งกลอนยิ่งกว่างานอื่น ครั้งรุ่นหนุ่มก็ไปเป็นครูสอนหนังสืออยู่ที่วัดศรีสุดารามในคลองบางกอกน้อย ได้แต่งกลอนสุภาษิตและกลอนนิทานขึ้นไว้ เมื่ออายุราว 20 ปี

          ต่อมาสุนทรภู่ลอบรักกับนางข้าหลวงในวังหลังคนหนึ่ง ชื่อแม่จัน ซึ่งเป็นบุตรหลานผู้มีตระกูล จึงถูกกรมพระราชวังหลังกริ้วจนถึงให้โบยและจำคุกคนทั้งสอง แต่เมื่อกรมพระราชวังหลังเสด็จทิวงคตในปี พ.ศ. 2349 จึงมีการอภัยโทษแก่ผู้ถูกลงโทษทั้งหมดถวายเป็นพระราชกุศล หลังจากสุนทรภู่ออกจากคุก เขากับแม่จันก็เดินทางไปหาบิดาที่ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง และมีบุตรด้วยกัน 1 คน ชื่อ พ่อพัดได้อยู่ในความอุปการะของเจ้าครอกทองอยู่ ส่วนสุนทรภู่กับแม่จันก็มีเรื่องระหองระแหงกันเสมอ จนภายหลังก็เลิกรากันไป 

          หลังจากนั้น สุนทรภู่ ก็เดินทางเข้าพระราชวังหลัง และมีโอกาสได้ติดตามพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ในฐานะมหาดเล็ก ตามเสด็จไปในงานพิธีมาฆบูชา ที่อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี เมื่อปี พ.ศ. 2350 และเขาก็ได้แต่ง นิราศพระบาทพรรณนาเหตุการณ์ในการเดินทางคราวนี้ด้วย และหลังจาก นิราศพระบาทก็ไม่ปรากฏผลงานใดๆ ของสุนทรภู่อีกเลย 

          จนกระทั่งเข้ารับราชการในปี พ.ศ. 2359 ในรัชสมัยรัชกาลที่ 2 สุนทรภู่ได้เข้ารับราชการในกรมพระอาลักษณ์ และเป็นที่โปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จนแต่งตั้งให้เป็นกวีที่ปรึกษาและคอยรับใช้ใกล้ชิด เนื่องจากเมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงแต่งกลอนบทละครในเรื่อง "รามเกียรติ์" ติดขัดไม่มีผู้ใดต่อกลอนได้ต้องพระราชหฤทัย จึงโปรดให้สุนทรภู่ทดลองแต่ง ปรากฏว่าแต่งได้ดีเป็นที่พอพระทัย จึงทรงพระกรุณาฯ เลื่อนให้เป็น "ขุนสุนทรโวหาร"

          ต่อมาในราว พ.ศ. 2364 สุนทรภู่ต้องติดคุกเพราะเมาสุราอาละวาดและทำร้ายท่านผู้ใหญ่ แต่ติดอยู่ไมนานก็พ้นโทษ เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงติดขัดบทพระราชนิพนธ์เรื่อง "สังข์ทอง" ไม่มีใครแต่งได้ต้องพระทัย ทรงให้สุนทรภู่ทดลองแต่งก็เป็นที่พอพระราชหฤทัยภายหลังพ้นโทษ สุนทรภู่ได้เป็นพระอาจารย์ถวายอักษรสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าอาภรณ์ พระราชโอรสในรัชกาลที่ 2 และ เชื่อกันว่าสุนทรภู่แต่งเรื่อง "สวัสดิรักษา" ในระหว่างเวลานี้ ซึ่งในระหว่างรับราชการอยู่นี้ สุนทรภู่แต่งงานใหม่กับแม่นิ่ม มีบุตรด้วยกันหนึ่งคน ชื่อ "พ่อตาบ

          "สุนทรภู่" รับราชการอยู่เพียง 8 ปี เมื่อถึงปี พ.ศ. 2367 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จสวรรคต หลังจากนั้นสุนทรภู่ก็ออกบวชที่วัดราชบูรณะ (วัดเลียบ) อยู่เป็นเวลา 18 ปี ระหว่างนั้นได้ย้ายไปอยู่วัดต่างๆ หลายแห่ง ได้แก่ วัดเลียบ, วัดแจ้ง, วัดโพธิ์, วัดมหาธาตุ และวัดเทพธิดาราม ซึ่งผลจากการที่ภิกษุภู่เดินทางธุดงค์ไปที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ปรากฏผลงานเป็นนิราศเรื่องต่างๆ มากมาย งานเขียนชิ้นสุดท้ายที่ภิกษุภู่แต่งไว้ก่อนลาสิกขาบท คือ รำพันพิลาป โดยแต่งขณะจำพรรษาอยู่ที่วัดเทพธิดาราม พ.ศ. 2385 ทั้งนี้ ระหว่างที่ออกเดินทางธุดงค์ ภิกษุภู่ได้รับการอุปการะจากพระองค์เจ้าลักขณานุคุณจนพระองค์ประชวรสิ้นพระชมน์ สุนทรภู่จึงลาสิกขาบท รวมอายุพรรษาที่บวชได้ประมาณ 10 พรรษา สุนทรภู่ออกมาตกระกำลำบากอยู่พักหนึ่งจึงกลับเข้าไปบวชอีกครั้งหนึ่ง 

แต่อยู่ได้เพียง 2 พรรษา ก็ลาสิกขาบท และถวายตัวอยู่กับเจ้าฟ้าน้อย หรือสมเด็จเจ้าฟ้าจุฑามณี กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ พระราชวังเดิม รวมทั้งได้รับอุปการะจากกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพอีกด้วย 

          ในสมัยรัชกาลที่ 4 เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ครองราชย์ ทรงสถาปนาเจ้าฟ้า กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ เป็นพระบาทสมเด็จพระปิ่นกล้าเจ้าอยู่หัว ประทับอยู่วังหน้า (พระบวรราชวัง) สุนทรภู่จึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น "พระสุนทรโวหาร" ตำแหน่งเจ้ากรมพระอาลักษณ์ฝ่ายบวรราชวังในปี พ.ศ. 2394 และรับราชการต่อมาได้ 4 ปี ก็ถึงแก่มรณกรรมใน พ.ศ. 2398 รวมอายุได้ 70 ปี ในเขตพระราชวังเดิม ใกล้หอนั่งของพระยามนเทียรบาล (บัว) ที่เรียกชื่อกันว่า "ห้องสุนทรภู่"

          สำหรับทายาทของสุนทรภู่นั้น เชื่อกันว่าสุนทรภู่มีบุตรชาย 3 คน คือ"พ่อพัด" เกิดจากภรรยาคนแรกคือแม่จัน "พ่อตาบ" เกิดจากภรรยาคนที่สองคือแม่นิ่ม และ "พ่อนิล" เกิดจากภรรยาที่ชื่อแม่ม่วง นอกจากนี้ ปรากฏชื่อบุตรบุญธรรมอีกสองคน ชื่อ "พ่อกลั่น" และ "พ่อชุบ" อย่างไรก็ตาม ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ทรงตราพระราชบัญญัตินามสกุลขึ้น และตระกูลของสุนทรภู่ได้ใช้นามสกุลต่อมาว่า "ภู่เรือหงส์"

ผลงานของสุนทรภู่

          หนังสือบทกลอนของสุนทรภู่มีอยู่มาก เท่าที่ปรากฏเรื่องที่ยังมีฉบับอยู่ในปัจจุบันนี้ แบ่งเป็น

ประเภทนิราศ 

          - นิราศเมืองแกลง (พ.ศ. 2349) - แต่งเมื่อหลังพ้นโทษจากคุก และเดินทางไปหาพ่อที่เมืองแกลง 

          - นิราศพระบาท (พ.ศ. 2350) - แต่งหลังจากกลับจากเมืองแกลง และต้องตามเสด็จพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ไปนมัสการรอยพระพุทธบาทที่จังหวัดสระบุรีในวันมาฆบูชา 

          - นิราศภูเขาทอง (ประมาณ พ.ศ. 2371) - แต่งโดยสมมุติว่า เณรหนูพัด เป็นผู้แต่งไปนมัสการพระเจดีย์ภูเขาทองที่จังหวัดอยุธยา 

          - นิราศสุพรรณ (ประมาณ พ.ศ. 2374) - แต่งเมื่อครั้งยังบวชอยู่ และไปค้นหายาอายุวัฒนะที่จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นผลงานเรื่องเดียวของสุนทรภู่ที่แต่งเป็นโคลง 

          - นิราศวัดเจ้าฟ้า (ประมาณ พ.ศ. 2375) - แต่งเมื่อครั้งยังบวชอยู่ และไปค้นหายาอายุวัฒนะตามลายแทงที่วัดเจ้าฟ้าอากาศ (ไม่ปรากฏว่าที่จริงคือวัดใด) ที่จังหวัดอยุธยา 

          - นิราศอิเหนา (ไม่ปรากฏ, คาดว่าเป็นสมัยรัชกาลที่ 3) แต่งเป็นเนื้อเรื่องอิเหนารำพันถึงนางบุษบา 

          - รำพันพิลาป (พ.ศ. 2385) - แต่งเมื่อครั้งจำพรรษาอยู่ที่วัดเทพธิดาราม แล้วเกิดฝันร้ายว่าชะตาขาด จึงบันทึกความฝันพร้อมรำพันความอาภัพของตัวไว้เป็น "รำพันพิลาป" จากนั้นจึงลาสิกขาบท 

          - นิราศพระประธม (พ.ศ. 2385) –เชื่อว่าแต่งเมื่อหลังจากลาสิกขาบทและเข้ารับราชการในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ไปนมัสการพระประธมเจดีย์ (หรือพระปฐมเจดีย์) ที่เมืองนครชัยศรี 

          - นิราศเมืองเพชร (พ.ศ. 2388) - แต่งเมื่อเข้ารับราชการในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เชื่อว่าไปธุระราชการอย่างใดอย่างหนึ่ง นิราศเรื่องนี้มีฉบับค้นพบเนื้อหาเพิ่มเติมซึ่ง อ.ล้อม เพ็งแก้ว เชื่อว่า บรรพบุรุษฝ่ายมารดาของสุนทรภู่เป็นชาวเมืองเพชร

ประเภทนิทาน

          เรื่องโคบุตร, เรื่องพระอภัยมณี, เรื่องพระไชยสุริยา, เรื่องลักษณวงศ์, เรื่องสิงหไกรภพ
ประวัติสุนทรภู่

ชลชาย Big Cleaning Day 2011


ตามโครงการเทอดพระเกียรติ 84 พรรษามหาราชา(84 ห้องเรียน สะอาด สวย ด้วยมือเรา)
ด้วยโรงเรียนชลราษฎรอำรุง เป็นหนึ่ง 84 โรงเรียนทั่วประเทศที่ได้ร่วมโครงการนี้

จึงได้มีกำหนดในวันพุธที่ 30 พฤศจิกายน 2554
เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป โดยแบ่งหน้าที่ แต่งตั้งคณะทำงานจาก ผู้บริหารสถานศึกษาและบุคลากรครูทุกกลุ่มสาระฯ ดังนี้

•คณะกรรมการอำนวยการ มี ผอ.อุทัย สิงห์โตทอง เป็นประธาน และรองผู้อำนวยการทั้ง 4 ท่าน และข้าราชการครูอีก 2 ท่าน
ร่วมกันรับผิดชอบดำเนินการแบ่งดูแลกาทำความสะอาดแต่ละจุด ทั้งห้องเรียนและสถานที่ต่างๆๆ ในโรงเรียน
•คณะกรรมการวัสดุ อุปกรณ์ การทำความสะอาด มี รอง ผอ. ปิยะวรรณ หอมอเนก เป็นประธาน
โดยมีหน้าที่ในการจัดหาวัสดุ อุปกรณ์ในการทำความสะอาดและติดต่อประสานงาน รถบรรทุกขยะ รถบรรทุกน้ำ จากเทศบาลตำบลบ้านสวน มาบริการ
•คณะกรรมการควบคุมการดูแลฯ ทุกอาคารเรียนและสถานที่ แบ่งการดูแลทุกอาคารโดยบุคลากรครูของโรงเรียน
•ทั้งนี้ครูให้ใส่เสื้อสีฟ้า-ขาว ส่วนนักเรียนใส่เสื่อสีตามคณะสีที่สังกัด
https://www.facebook.com/chonchaiclub

ป้ายกำกับ:

กลุ่มสาระฯ ภาษาไทย

แนะนำกลุ่มสาระฯ ภาษาไทย โรงเรียนชลราษฎรอำรุง

ผู้ติดตาม

เกี่ยวกับฉัน

รูปภาพของฉัน
งานประชาสัมพันธ์ อาคารประชาสัมพันธ์ โรงเรียนชลราษฎรอำรุง โทรศัพท์ /Tel: 038 282078 Ext. 101 โทรสาร/Fax : 038 282079 e-mail: khwuanyuen@gmail.com; prcru101@gmail.com
ขับเคลื่อนโดย Blogger.